วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

หายนะและตราบาปแห่งปัตตานี

โอ้ พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย พวกเราคือพี่น้องกันจึงต้องว่ากล่าวและตักเตือนกัน ขณะนี้มีผู้อ้างว่าเป็นมุสลิมแต่พยายามทำตัวให้น่ารังเกียจในเหล่าชาวมุสลิม ทำให้ภาพลักษณ์ของมุสลิมและความปลอดภัยของชาวมลายูปาตานีมีความสั่นคลอน พวกเขาใช้กำลังประทุษร้าย ก่อความรุนแรง ต่อชุมชนมุสลิมซึ่งเป็นพี่น้องกันเอง โดยอ้างว่าเป็นการกระทำที่เสียสละเพื่อนำเสรีภาพมาสู่ดินแดนของตน ทั้งที่ทุกวันนี้พวกเราต่างใช้ชีวิตทำมาหากินในดินแดนแห่งนี้อย่างเสรีอยู่แล้ว

พวกเราชาวมุสลิม เหนื่อยกับการกระทำของคนกลุ่มนี้ จึงอยากจะตักเตือนและให้ข้อคิด ว่าสิ่งที่พวกเขากระทำนั้น ไม่ใช่ความต้องการของคนส่วนใหญ่ และสิ่งที่ชุมชนมุสลิมส่วนใหญ่ต้องการคือความอยู่ดีกินดี สงบ สันติ การปกครองกันเอง โดยไม่เกี่ยวกับเรื่องการแบ่งแยกดินแดนเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

เรารู้สึกหวั่นใจ หากมีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน อย่างที่คนเหล่านั้นหาเรื่องมาเพื่อสร้างความวุ่นวายอีก เรากลัวว่า ยกเลิกไปแล้ว ใครจะดูแลความปลอดภัยของพี่น้องทั้งหลาย ถ้ายกเลิก พรก.จะเกิดความวุ่นวายอะไรขึ้นอีกบ้าง?????
อย่างน้อย พรก.ฉุกเฉิน ยังมีประโยชน์เพื่อให้ชาวบ้านพี่น้องมุสลิมใช้ชีวิตอย่างปกติที่สุด ปลอดภัยจากความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้และไม่ปกติ พวกเราชาวบ้านธรรมดาผู้รักความสงบ สันติ จะไปหาอาวุธที่ไหนมาป้องกันตนเองเล่า นอกจากการตักเตือนฉันท์พี่น้อง แต่หากตักเตือนกันแล้วยังไม่ปลอดภัยในชีวิต จงมั่นใจเถิดว่าเจ้าหน้าที่ทหารเท่านั้น ที่มีอาวุธสามารถรับมือการกระทำรุนแรงและโหดร้ายของพวกโจรได้

พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านในดินแดนมลายูปาตานี ที่ต้องการความสงบ ปลอดภัย เราต้องการให้กลุ่มโจรเหล่านั้น ยุติการกระทำที่โหดร้ายต่อผู้บริสุทธิ์ เราต้องการให้ผู้กระทำผิด และผู้ปลุกปั่นยุยงให้เกิดความเข้าใจผิดในเหล่ามุสลิมถูกลงโทษ ซึ่ง พรก.ฉุกเฉิน มีประโยชน์ตรงที่สามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้ทันที ส่วนผู้ต้องสงสัยหรือไม่ผิดจะถูกปล่อยตัว หากผู้ใดจากคนกลุ่มใดกล่าวอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการตัดสินโดยศาลของรัฐไทย ขอให้ลองย้อนกลับไปดูการตัดสินคดีความมั่นคงเมื่อ 8 ธ.ค.54 ที่ศาลจังหวัดปัตตานีพิพากษาให้ นายสุกรี อาดำ กับ นายอาหามัดซากี กียะ พ้นผิดโดยการยกฟ้อง ในคดีฆ่าตัดคอ นายจวน ทองประคำ ชาวบ้านไทยพุทธ ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 นอกจากนี้ ยังมีองค์กรเอกชนทั้งในและต่างประเทศเป็นพลังเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพวกเราชาวมลายูปาตานีอีกทางหนึ่งด้วยแล้ว

กระบวนการยุติธรรมของคนส่วนใหญ่ คือสิ่งที่พวกเราชาวมุสลิมต้องยอมรับ มิใช่ต่อต้าน ในเมื่อความยุติธรรมยังคงมีอยู่ ถ้าใครเห็นว่าไม่เป็นธรรมก็ฟ้องดำเนินคดีตามหลักเกณฑ์ของศาลได้ แต่การใช้สื่อและลงข้อมูลเท็จบ้างจริงบ้างทำให้คนอื่นหลงเชื่อ เพียงหวังผลในการต่อต้าน พรก. เพื่อให้สามารถใช้ความรุนแรงได้สะดวกแบบนี้ โอ้ พี่น้องทั้งหลาย พวกท่านรู้หรือไม่ มีการนำเด็กมาทำสัญลักษณ์มือชูนิ้วโป้ง เพื่อสื่อความหมายบางอย่าง ทั้งที่ไม่รู้ว่าเด็กรู้ความหมายที่ทำหรือไม่ แบบนี้เข้าข่ายไร้จริยธรรม สร้างความเสื่อมเสียให้กับพวกเรามุสลิมส่วนใหญ่

ข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น ทั้งการซ้อมทรมานพี่น้องของเรา จริงๆ แล้วพบน้อยมาก เป็นเฉพาะบางกรณีเท่านั้น ซึ่งทุกคดีถูกตัดสินอยู่ในชั้นศาล หากอ้างว่ามีทุกกรณีช่วยชี้แจ้งผู้ต้องหาที่ชัดเจนไม่ใช่แค่กล่าวอ้างด้วย การเขียนบทสัมภาษณ์อย่างเลื่อนลอย ไม่มีตัวตนที่ชัดเจนแบบนั้น

โอ้ พี่น้องเอ๋ย เราชาวมุสลิม ไม่นิยมความรุนแรง ไม่อยากเห็นความสูญเสียอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ชาวมลายูปาตานี หรือความสูญเสียของ จนท.รัฐไทย ในพื้นที่ และ ผู้เป็นอาสาสมัคร มันทรมานจิตใจ และหดหู่เหลือเกิน ที่ได้ฟัง ได้ยินข่าว โดยยังไม่สามารถหาคนรับผิดชอบต่อกรณีเหล่านี้ได้ ขออัลเลาะห์เมตตาชี้ทางสว่างคนเหล่านั้นที่ก่อความรุนแรง ให้ยุติการกระทำเสียเถิด ขอความสงบจงกลับคืนสู่ดินแดนมลายูปาตานีโดยเร็ว
อัลลาฮูอัคบาร์

Pattani ternoda dan musnah

Wahai saudara Muslimin dan Muslimat sekalian. Kita semua adalah bersaudara seperti firman Allah (s.b)” Hanya sanya orang mukmin itu bersaudara”. Oleh itu, nasihat-menasihati antara satu sama lain adalah satu keperluan dan satu ketetapan agama sebagaimana termaktub di dalam hadith Rasullulah yang maksudnya “ Agama itu adalah nasihat”.

Sekarang terdapat mereka yang mengaku diri mereka sebagai orang Islam tetapi mereka melakukan perbuatan yang amat jijik yang boleh mencemarkan imej dan nama baik orang Islam dan menjejaskan keselamatan orang Melayu. Mereka menggunakan keganasan terhadap orang Islam yang bersaudara dengan dakwaan bahawa ia merupakan satu pengorbanan untuk mengembalikan kemerdekaan kepada tanah air. Walhal sepanjang masa ini, kita semua bebas hidup dan mencari makan.

Kita umat Islam berasa amat letih dengan perbuatan mereka ini. Dan kita ingin menasihati mereka serta memberi teguran kepada mereka bahawa apa yang mereka lakukan itu bukanlah kehendak majoriti orang Islam di sini. Apa yang kebanyakan kita mahu ialah kehidupan yang baik, keamanan dan kebebasan mentadbir diri sendiri. Bukan pemisahan untuk kepentingan dan faedah golongan tertentu sahaja.

Kita berasa amat risau kalau undang-undang darurat dimansuhkan. Kita khuatir kekacauan akan kembali berlaku di sini. Kita berasa takut bahawa kalau undang-undang itu dimansuhkan siapa yang akan menjaga keselamatan saudara kita Muslimin dan Muslimat. Pelbagai kekacauan yang akan berlaku. Kewujudan undang-undang darurat –sekurang-kurangnya- membolehkan orang kampung kaum Muslimin dan Muslimat dapat hidup dengan aman dan terselamat daripada keganasan yang tidak dapat dibendung.

Wahai Muslimin dan Muslimat sekalian,kita -orang kampung biasa yang cintakan keamanan- kita tidak ada senjata untuk mempertahankan diri sendiri kecuali usaha memberi nasihat atas dasar kita semua bersaudara. Tetapi kalau nasihat tidak boleh buat apa-apa maka yakinlah bahawa pihak tentera yang ada senjata sahajalah yang mampu berhadapan dengan keganasan dan kekejaman para penjahat itu.

Kita orang Pattani mahukan keamanan dan keselamatan. Kita mahu merayu supaya semua penjahat itu berhenti melakukan perbuatan jahat mereka terhadap saudara seagama . Tidakkah mereka dengar sabda Rasulullah yang bermaksud “ Orang Muslim itu ialah orang yang orang Muslim lain terselamat daripada tangan dan mulutnya( yakni perbuatan jahat dan perkataan jahat)”.

Kita mahu mencari mereka yang berusaha menghasut dan menjadi batu api supaya berlaku kesalahfahaman di kalangan umat Islam.

Sebenarnya undang-undang darurat itu ada faedahnya. Mereka yang ditangkap, kalau mereka tidak bersalah mereka akan dibebaskan.

Ketahuilah wahai saudara sekalian , jika masih ada pihak yang mendakwa bahawa diri mereka tidak mendapat keadilan daripada sistem keadilan mahkamah Thailand , silalah mereka merujuk kepada keputusan mahkamah Wilayah Pattani yang membebaskan encik Syukri Adam dan encik Ahmad Yaki Kiya daripada tuduhan membunuh dan memancung kepala encik Cuan Thongprakham - orang kampung beragama Buddha di kampung Napradu , daerah Khokpho, wilayah Pattani di mana kejadian ini berlaku pada 8/2/2550. Selain itu, masih kumpulan NGO baik dari dalam dan luar Negara yang sentiasa menuntut keadilan bagi pihak kita –orang Melayu Pattani.

Sistem pengadilan bagi majoriti rakyat adalah perkara yang kita- orang Islam – perlu terima bukan menolak selagi mana masih wujud keadilan. Kalau sesiapa yang merasakan bahawa dirinya tidak mendapat keadilan, dia boleh mengadu masalahnya kepada pihak mahkamah bukannya menggunakan media massa dengan memberikan maklumat yang setengahnya betul dan setengahnya salah untuk menyesatkan orang ramai semata-mata untuk kepentingan tertentu. Wahai saudara Muslimin dan Muslimat sekalian ! adakah anda semua tahu bahawa mereka memperalatkan kanak-kanak dengan menyuruh mereka mengangkat jari tangan untuk menyampai sesuatu makna walhal kanak-kanak itu mungkin tidak mengerti akan perbuatan diri mereka sendiri. Ini adalah perbuatan yang tidak bermaruah dan mencemarkan nama baik kita- majoriti orang Islam.

Maklumat tertentu telah direka-rekakan termasuk cerita penyeksaan sesetengah orang Islam di Negara ini. Sedangkan hal ini jarang sekali berlaku. Dan jika berlaku, ianya sedang dibicara di dalam mahkamah. Oleh itu kalau benar-benar ada kes bahawa orang Islam disiksa dan dianiayai ia perlu dibuktikan dengan jelas bukan sekadar cakap kosong sahaja.

Wahai Muslimin dan Muslimat sekalian, kita orang Islam tidak sukakan keganasan dan kita tidak mahu melihat sebarang kematian lagi baik terhadap orang kampung biasa dan pegawai kerajaan. Ia sangat menyanyatkan hati apabila berlaku kematian tanpa dapat menangkap orang yang melakukan jenayah itu. Semoga Allah (s.b) mengubah hati mereka yang melakukan keganasan dan kemusnahan itu supaya mereka menghentikan perbuatan jahat mereka itu.Ya Allah, tunjukkanlah kami akan jalan yang lurus bukan jalan mereka yang dimurkaiMu dan bukan jalan mereka yang sesat. Semoga keamanan dan kedamaian segera kembali ke tanah Melayu Pattani tercinta kita ini , Insya Allah.

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การยึดครองเพื่อสันติและเสรีภาพของชาวปาตานี

อุทกภัยเป็นเหมือนการทดสอบความอดทนและความแข็งแกร่งทางใจของเราผู้ศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า ท่านศาสดา ซึ่งช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากเหล่านั้นได้ผ่านพ้นไปด้วยดีแล้ว คงไว้แต่ใจอันเข้มแข็งของเราชาวมุสลิมในผืนแผ่นดินไทยอันสงบร่มเย็นที่มีพระมหากษัตริย์ไทยและประชาชนคนไทยผู้มีเมตตา ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยซึ่งน่าจะเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าของเรานั้นเอง

พวกเราไม่คิดว่าจะมีการต่อต้านอิสลามในประเทศไทยเพียงเพราะเนื้อหาของเพลงบางตอนของนักร้องวงใด ๆ เพราะเราไม่เคยสนใจฟังบทเพลงเพื่อความบันเทิงนอกจากการตั้งใจมุ่งมั่นศึกษาอัลกุรอานและทำมาหากินเลี้ยงชีพให้อยู่รอดตามสภาพเศรษฐกิจพอเพียง และให้ความช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมที่ยากไร้ตามกำลังสามารถ

อิสลามสอนให้เรารักที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ดังนั้นเราจึงภูมิใจที่มีคนมุสลิมเป็นคนใหญ่คนโตอยู่ในประเทศไทย พวกท่านต่างทำหน้าที่เป็นผู้แทนของชาวมุสลิมเพื่อรักษาความชอบธรรมและความสงบสุขในประเทศ และประเทศไทยได้เสรีภาพแก่คนทุกเชื้อชาติและทุกศาสนา มีกระบวนการยุติธรรมที่พึ่งพาได้ดังเช่น กรณีการตัดสินคดีความมั่นคงเมื่อ 8 ธ.ค.54 ที่ศาลจังหวัดปัตตานีพิพากษาให้ นายสุกรี อาดำ กับ นายอาหามัดซากี กียะ พ้นผิดโดยการยกฟ้อง ในคดีฆ่าตัดคอ นายจวน ทองประคำ ชาวบ้านไทยพุทธ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เหตุเกิดเมื่อ 8 ก.พ.2550 นอกจากนี้เรายังมีองค์กรเอกชนทั้งในและต่างประเทศเป็นพลังเรียกร้องความเป็นธรรมแก่ชาวปาตานีอย่างทั่วถึง

การต่อสู้เพื่อต่อต้านการยึดครองเป็นเพียงแนวคิดของกลุ่มคนบางกลุ่มที่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของคนมุสลิมในไทยเท่านั้น ไม่สามารถเป็นกลุ่มตัวแทนความคิดของมุสลิมส่วนใหญ่ในสังคมไทยได้ เพราะหากแทนความหมายของคำว่า “ยึดครอง” เพื่อให้เราได้อยู่อย่างสันติและมีเสรีภาพเราขอยอมรับ ดังนั้นขอให้นักต่อสู้ผู้แข็งแรงทุกท่านสร้างความแข็งแกร่งในกลุ่มพวกท่านก่อน จากนั้นค่อยสร้างความแข็งแกร่งตามคำสอนของอิสลามด้วยการแบ่งปันความสุขอันยั่งยืนให้แก่พี่น้องมุสลิมในปาตานีตามวิถีแห่งสันติก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายและสายเกินแก้

Penaklukan untuk keamanan dan kebebasan rakyat Patani

Banjir merupakan ujian kesabaran dan keteguhan hati kita- orang yang beriman kepada Allah dan Rasul-Nya di mana masa kesukaran tersebut telah berlalu dengan baik. Dan yang tertinggal ialah hati teguh kita- kaum Muslimin yang tinggal di tanah Thailand yang aman damai di bawah naungan raja Thai dan rakyat Thai yang pemurah yang dengan sukarelanya memberi bantuan kepada mangsa-mangsa banjir. Ini adalah takdir Ilahi.

Kita tidak fikir bahawa adanya sikap anti-Islam di Thailand hanya kerana isi kandungan lagu sesetengah kumpulan penyanyi lagu. Ini kerana mendengar lagu untuk hiburan seperti itu bukan apa yang kita pedulikan. Yang penting bagi kita ialah mengaji al-Quran dengan tekun dan bekerja mencari rezki untuk menampung keperluan hidup mengikut dasar ekonomi bersederhana dan menolong kaum muslimin yang miskin mengikut kemampuan diri kita.

Islam mengajar kita supaya cinta untuk hidup bersama dengan aman. Dengan itu, kita berasa bangga kerana ada orang Islam yang menjadi orang besar di dalam Negara ini. Mereka berperanan menjadi wakil orang Islam yang berusaha menjaga keadilan , kesaksamaan dan keamanan di dalam Negara. Negara Thai memberi kebebasan kepada semua orang tanpa mengira bangsa dan agama mereka. Kita ada sistem kehakiman yang adil , sebagai contoh pada 8 Disember 2554 yang lalu, mahkamah Wilayah Patani telah membebaskan Encik Syukri Adam dan Ahmad Kiya daripada tuduhan membunuh Encik Chuan Thongprakham seorang penduduk kampung yang beragama Buddha di mukim Napradu, daerah Khokpho , wilayah Patani dalam kejadian pada 8 Februari 2550.

Selain itu kita ada badan swasta baik dari dalam dan luar negeri yang sentiasa menuntut keadilan dan kesaksamaan bagi seluruh penduduk Patani.
Perjuangan untuk menentang penaklukan Siam hanya merupakan ideologi dan laungan sesetengah kumpulan yang merupakan sebahagian kecil daripada masyarakat Muslim di Thailand. Mereka tidak mewakili pemikiran sebahagian besar orang Islam di Thailand. Oleh itu, para pejuang yang gagah berani perlu membina kekuatan di dalam kumpulan diri sendiri dahulu dan seterus membina kekuatan mengikut ajaran Islam dengan mengagihkan kebahagiaan kepada kaum muslimin di Patani mengikut jalan keamanan sebelum keadaan akan menjadi lebih teruk dan terlambat.

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Petanda yang baik daripada tiga wilayah sempadan Selatan Thai

Sudah hampir sepuluh tahun berlakunya kejadian huru-hara di kawasan 3 wilayah sempadan selatan Thai secara berterusan dan tidak ada penunjuk bahawa ia akan reda. Walaupun pelbagai pihak telah berusaha sedaya upaya untuk mengatasinya , di samping penggunaan belanjawan beribu-ribu juta baht untuk menyokong usaha badan-badan kerajaan yang bertanggungjawap di bahagian selatan Thai. Semua apa yang telah dilakukan selama ini hanya sekadar dapat menangguhkan masa sahaja bukan penyelesaian muktamat terhadap kekacauan di tanah hujung kapak itu.
Sentiasa terdapat kumpulan-kumpulan yang berusaha untuk menyebarkan dakyah anti kerajaan dan menyerang pihak berkuasa pada setiap zaman. Salah satu daripada kumpulan-kumpulan tersebut ialah Pertubuhan Pembebasan Patani Bersatu atau PULO di bawah pimpinan Encik Nur Abdur Rahman yang dilantik pada awal tahun lalu.
Baru-baru ini telah berlaku perubahan tergempar di dalam gerakan PULO itu apabila presidennya telah ditukar lagi dan pada kali ini, Encik Kasturi Mahkota telah diberi kepercayaan untuk menjadi presiden pertubuhan itu.
Sumber berita Angkatan Tentera Darat Bahagian Ke-4 yang bertanggungjawap memantau dan menjaga 3 wilayah sempadan Selatan Thai membuat spekulasi bahawa kekuatan PULO mungkin banyak tergugat . Encik Kasturi dinaikkan menjadi presiden kerana campur tangan daripada kerajaan Negara jiran yang berusahasa membantu Negara Thai dengan mendesak kumpulan PULO supaya mengadakan rundingan terbuka dengan kerajaan Thai, di mana sebelum ini Encik Kasturi selalu menjadi orang yang masuk dalam rundingan secara sulit dengan kerajaan Thai.
Suara rakyat dan para pemimpin agama di kawasan 3 wilayah sempadan sendiri pun merasa puas hati dengan rundingan itu-jika ia akan berlangsung dan mereka bersedia untuk mengemukakan jalan keluar bersama dengan pegawai-pegawai kerajaan Thai.
Pada hujung bulan Oktober 2554, telah diadakan pertemuan antara pemimpin-pemimpin agama tempatan dan wakil Angkatan Tentera Bahagian ke-4 untuk mendengar pelbagai cadangan dan syor . Hasil pertemuan itu sangat memuaskan walaupun belum ada kata putus yang jelas.
Semua ini menunjukkan bahawa peranan kumpulan PULO di 3 wilayah Sempadan Selatan Thai mulai berkurangan. Hubungan yang baik antara kerajaan Thai, Malaysia dan Indonesia sangat penting dalam menangani masalah ini dengan memberikan tekanan kepada pemimpin-pemimpin berhaluan kiri kumpulan PULO itu.
Adalah diketahui umum bahawa ramai daripada pemimpin-pemimpin kumpulan itu melarikan diri dan tinggal di kedua-dua Negara tersebut. Walaupun pemimpin-pemimpin berhaluan kiri kumpulan itu masih bertegas bahawa tujuan sebenar pertubuhan mereka bukanlah rundingan, bukan negeri Patani atau sebarang kawasan pentadbiran khas tetapi ia ialah kemerdekaan rakyat Melayu sahaja.
Perkembangan selepas ini perlu diberi perhatian serius untuk mengetahui cara bagaimana masalah huru-hara dan ketidakamanan di 3 wilayah sempadan Selatan Thai akan menemui jalan keluar.
Adalah sangat diharapkan bahawa ia akan menjadi jalan keluar yang terbaik dan boleh diterima oleh kedua-dua pihak. Inipun kalau kumpulan PULO tidak menuntut apa-apa yang bukan-bukan.

A Good Signal from the Southernmost

Nearly a decade, the unrest in three southern provinces of Thailand has been occurred continuously and even less likely to stop. Many people have tried to find any solutions by generating ideas from the local. The government from past to present has been using a huge budget to support various mechanisms on the southern border of the country. But it has been only a time buying, not a sustainable solution.
Behind the unrest, there are the groups that incite attacks against the Thai government for all ages. One of the most influent groups is the Patani United Liberation Organization (Pulo), which is Noor Abdulrahman as the president. Noor has recently been appointed earlier this year.
Last few days, Pulo has changed its leader again. The news has been coming out on the organization website that they have elected the new president, which its vice president and spokesman has been elected this time. Kasturi Mahkota won the vote and be elected-president of the organization from now on.
A source from the Army Region 4, which is responsible in the three southern border provinces, notes that the strength of the Pulo has been shaken down a lot. It is supposing that those who support Kasturi must have the intervention of the governments of neighboring countries who are trying to help Thailand by pushing a pressure to the group to open negotiations. As we known, Kasturi is considered as those the person always negotiated in secret with The Thai government.
As the voice of the people and religious leaders in the region itself are satisfied with the negotiations, If it happens, and they are ready to offer a way to find any solution together with the representative of Thai government. The meeting was held at the end of October with representatives of local religious leaders and the Army Region 4 to develop a solution together. The results are discussed in a way that is satisfactory, although it has not been any clear conclusions.
These indicate that the influent role of Pulo in three southern provinces must have been cut down in small increments. And good relations between Thailand and the Malaysian government, the Indonesian government are extremely important in helping to solve the problem with the pressure and forced the militants of Pulo to negotiate. It is well known that many of these leaders, however, escape and take refuge in the two countries. Despite, the extremist leaders still stand confirms that the real goal is not a part of the negotiations. “No city of Pattani or any special rule” They means that is the independence of the nation.
Situation from now on should be closely watched. What is the solution from the unrest in three southern border provinces? I strongly believe that probably the best solution acceptable to both parties if the insurgencies are not stupid and futilely called for another.

สัญญาณที่ดีจากปลายด้ามขวาน

เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว ที่เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง แม้ว่าหลายฝ่ายจะพยายามหาหนทางแก้ไข ทั้งการระดมความคิดจากชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งการใช้งบประมาณภาครัฐในการสนับสนุนกลไกของรัฐบาลเกี่ยวกับชายแดนใต้ต่างๆ นานา สุดท้ายก็เป็นได้แค่การยื้อเวลาออกไปและไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
เหตุการณ์ที่ปลายด้ามขวานนี้ มีกลุ่มขบวนการที่เคลื่อนไหวปลุกระดมและสร้างกระแสมวลชน โจมตี ต่อต้าน รัฐบาลไทยมาทุกยุคทุกสมัย หนึ่งในขบวนการที่มีบทบาทอย่างสูงก็คือ องค์กรแนวร่วมเพื่อปลดปล่อยปัตตานี หรือ พูโล (Pulo) ซึ่งมีนายนูร์ อับดุลราห์มาน เป็นประธานกลุ่ม ที่เพิ่งจะได้รับการแต่งตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
เมื่อไม่กี่วันก่อน มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับขบวนการพูโลอีกครั้ง โดยมีข่าวออกมาจากทางพูโลว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงประธานคนใหม่อีกครั้งคือ นายกัสตูรี มะห์โกตา ได้รับเสียงโหวตให้ขึ้นมารับตำแหน่งเป็นประธานขององค์กรแทน
แหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งรับผิดชอบดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งข้อสังเกตว่า ความเข้มแข็งของพูโลคงจะถูกสั่นคลอนลงไปมาก เพราะเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าผู้ที่สนับสนุนให้นายกัสตูรี ขึ้นมาเป็นใหญ่ได้นั้น อาจจะเป็นการแทรกแซงจากรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านที่พยายามช่วยเหลือประเทศไทย ด้วยการกดดันกลุ่มพูโลให้เปิดการเจรจาอย่างเปิดเผย ซึ่งนายกัสตูรี ถือได้ว่าเป็นผู้ที่เข้าเจรจาอย่างลับๆ กับรัฐบาลไทยมาโดยตลอด
ขณะที่เสียงของประชาชนและผู้นำศาสนาในพื้นที่เอง ต่างก็พอใจกับการเจรจา ถ้าจะเกิดขึ้น และพวกเขาก็พร้อมที่จะเสนอหนทางเพื่อหาทางออกร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทย ซึ่งเมื่อปลาย ต.ค. 54 ก็มีการจัดงานพบปะผู้นำศาสนาในท้องถิ่นกับตัวแทนของกองทัพภาคที่ 4 เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ ซึ่งผลการพูดคุยออกมาในแนวทางที่เป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าจะยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก็ตาม
เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าบทบาทของพูโลใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เริ่มจะถูกลิดรอนลงทีละน้อย และความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซีย และรัฐบาลอินโดนีเซีย มีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยแก้ไขปัญหา ด้วยการกดดันและบีบบังคับแกนนำหัวรุนแรงของพูโล เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า แกนนำหลายคนล้วนแต่หลบหนีและลี้ภัยอยู่ในสองประเทศดังกล่าว แม้ว่าแกนนำหัวรุนแรงเหล่านี้จะยังยืนยันว่า เป้าหมายที่แท้จริงของขบวนการไม่ใช่การเจรจา ไม่ใช่นครปัตตานี หรือการปกครองแบบพิเศษใดๆ แต่หมายถึง เอกราชของประชาชาติปาตานี ก็ตาม
สถานการณ์นับจากนี้ไป คงต้องจับตามอง ว่าปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะหาทางออกกันอย่างไร แต่เชื่อเหลือเกินว่า น่าจะเป็นทางออกที่ดีและยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย ถ้ากลุ่มพูโลไม่เรียกร้องอะไรลมๆ แล้งๆ อีก